อีกไม่นาน จะปิดเทอมใหญ่แล้ว…

เด็กชายชนิกนันท์ พลางคิดในใจ

ย้อนไปสมัยช่วงพี่แว่นเรียนชั้นประถมที่ จ.น่าน น่าจะราวๆปี พ.ศ. 2530 – 2536 ต้องเรียน 3 เทอมเลยทีเดียว ไม่ได้มี 2 แบบสมัยนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการปิดเทอมใหญ่นั้นเป็นอะไรที่เด็กอย่างพี่แว่นนั้นรอคอยเป็นอย่างมาก แต่มันก็มาพร้อมกับกองการบ้านที่อาจารย์สั่งไว้ก่อนปิดเทอม ช่างมันสิครับ ใครเค้าทำกัน จะทำก็ใกล้ๆจะเปิดเทอมโน้น หรือไปลอกของเพื่อนเอาในวันเตรียมเปิด (วันเตรียมเปิดคือวันที่แต่งตัวปกติ แต่ต้องพกไม่กวาด ผ้าขี้ริ้วไปโรงเรียน เพื่อไปทำความสะอาดห้องเรียนที่ปิดมานาน และไปพบปะเพื่อนๆที่ไม่ได้เจอกันราวๆ 2-3 เดือนในช่วงฤดูร้อน)

ปิดเทอมใหญ่ของพี่แว่น ถ้าจำความได้ว่าชอบช่วงไหนเป็นที่สุด ก็คงเป็นช่วงประถมปลายน่าจะราวๆ ป.6 ราวๆนี้ครับ เพราะกิจกรรมจะซ้ำๆกัน แต่สนุกมากๆ ที่ชอบที่สุดก็คงเป็นการได้ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำว้า เพื่อข้ามฝั่งไปปั้นหม่ะขี้เบ้า (บ่าขี้เบ้า) ซึ่งเป็นการเล่นที่มันส์สุดๆนะตอนนั้น แค่เอาทรายมาปั้นเป็นลูกกลมๆ แล้วเอาทราบโป๊ะๆ ลูบๆ ให้มันแน่นที่สุดเท่าที่จะแน่นได้ หลังจากนั้นก็ขุดรางเพื่อให้หม่ะขี้เบ้าของแต่ละคน ไหลมาชนกัน ของใครแตกก่อนก็แพ้ไปครับ

มันจะมีซักคนนึงในกลุ่มที่เล่น ที่มันจะเป็นเซียนหม่ะขี้เบ้า เรียกได้ว่านอนมาเลยทีเดียว ไม่รู้ทำไม มันเอาสูตรไหนทำของมันช่างแข็งซะเหลือเกิน ทำยังไงก็ไม่ชนะมันซักที ถึงขนาดปั้นไว้แล้วเอาทรายกลบ อีกอาทิตย์ต่อมาค่อยเอามาเล่นต่อ ทำกันถึงขนาดนั้นอ่ะครับ

มันจะมีอยู่คนนึงในกลุ่ม
ที่มักจะเก่งและโดดเด่นกว่าใคร

ซึ่งมักจะไม่ใช่เรา

ตบเกิบ คือการเอารองเท้าแตะของเรานี่หละเป็นอุปกรณ์ โดยมีเดิมพันเป็นยางรัดแกงนี่หละครับ เล่นหลายคนก็ลงกองกลางเยอะหน่อย ตาละ 5-10 เส้นก็ว่ากันไป พี่แว่นมีโรงยิมหรือเรียกว่าอาคารอเนกประสงค์เป็นเวทีในการเล่น “ตบเกิบ” หลังจากที่มีกองยางรัดแกงแล้ว เราก็ถอยออกจากกองนั้นน่าจะราวๆ 20-30 เมตร ทีนี้ก็เตรียมอุปกรณ์ที่บอกไว้ตอนแรกนั่นก็คือ รองเท้าของใครของมัน และแน่นอนครับ มันจะต้องมีซักคนในกลุ่มเรา ที่แม่งเก่งชิบหาย คว้างที่ฟุ้งกระจาย เก็บยางไปเกือบหมดตลอด อ้อ…ลืมไปครับ การจะได้ยางไปนั้น ต้องเอาเกิบคว้างให้โดนกองยางให้มันแตกกระจาย โดยยางเส้นไหนไม่คร่อมหรือขี่กัน ก็หยิบเอาเส้นนั้นไปได้เลย

เกิบที่ดี เหมาะแก่การเล่นแบบนี้ก็คือเกิบแบบเก่าๆ ไร้ดอกยาง บางๆเลยครับ ปาแล้วมันจะคุมง่าย เบาหวิวและแม่นด้วย บางคนถึงขนาดพกเกิบส่วนตัวเพื่อเอามาขว้างโดยเฉพาะครับ โคตรมันส์

หลังจากช่วงบ่ายได้ไปเล่นกับเพื่อนๆเสร็จ ก็กลับมาบ้าน เพื่อมารอดูถ่ายทอดเทปการแข่งขัน NBA ครับ ตอนนั้นพี่แว่นและพี่ชายก็เริ่มเล่นบาสสเก็ตบอลกันแล้ว การได้ดู NBA ตอนบ่ายแก่ๆ แล้วไปเล่นบาสในตอนเย็นหลังจากดูแล้ว มันช่างทำให้การเล่นมีชีวิตชีวาขึ้นมากครับ มีไอดอลในตอนนั้นเป็นไมเคิล จอร์แดน กับพิพเพ่น เลียนแบบท่าทางต่างๆ การยิงการเคลื่อนไหว เรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องกีฬาของพี่แว่นได้เลยครับ

เขียนเพลินจนเกือบลืมไปอีกเรื่องนึงครับ นั่นก็คือเครืิ่องเล่นเกม Famicom ครับ สมัยนั้นพี่แว่นไม่มีหรอก จะต้องไปยืมน้องเจมส์ซึ่งเพื่อนบ้านอายุน้อยกว่าพี่แว่นปีนึง เอามาเล่นพร้อมเกมส์สุดมันส์มนตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็น Contra เกมรถถัง เกมคูเนโอะ ดาวน์ทาวน์ย้อนยุค หรือพวก 100 in 1 เอาเป็นว่าเล่นมันหมดหละครับ บางทีมีจอยเดียวก็เล่นสลับกับพี่ชาย บางทีดีสองจอยก็ได้เล่นแบบคู่กันบ้าง ก็พอสนุกสนานได้ครับ

ช่วงที่ติดเกม Famicom นั้นพี่แว่นติดเกมคูเนโอะเป็นจริงเป็นจัง เพราะเกมนี้ในตลับมันจะต้องใส่ถ่านก้อนแบนๆ เพื่อเลี้ยงหน่วยความจำให้จำเซพของเราได้ ซึ่งพี่แว่นต้องตื่น 7 โมงเพื่อให้เวลาเล่นไม่ทับกับพี่ชาย ไม่งั้นจะอดเล่นครับ หลังจากนั้นไม่นาน พ่อพี่แว่นก็ได้ซื้อเครื่องรึ่น FR102 มาติดบ้านไว้ แต่ฟีลในการเล่นมันก็ไม่เหมือนการยืมหรือไปเล่นของบ้านเพื่อนคนที่มีครับ มันไม่เหมือนกันจริงๆ

เรากลับพยายามโหยหาอดีต
ขณะช่วงหนึ่งที่เคยรู้สึก

Nostalgia

ตอนนั้นการปิดเทอมของพี่แว่น ไม่ได้มีความเบื่อหน่ายแม้แต่นิด มีแต่คิดว่าพรุ่งนี้จะไปเล่นอะไร เล่นกับใคร ต้องรีบตื่นเช้าเพื่อหาอะไรทำ ได้ออกไปเล่น ซึ่งแตกต่างจากสมัยนี้ที่เราถูกดึงดูดด้วยคำว่า Online จนแทบจะแยกตัวไม่ออกแล้ว การย่อโลกให้ใกล้กันมากเกินไปมันก็ทำให้ความรู้สึกห่างไกลกันออกไปได้เหมือนกันนะครับ ทุกวันนี้แต่ละท่านหา Balance ในการใช้ชีวิตเจอกันแล้วหรือยังครับ พี่แว่นเอาใจช่วยนะครับ เพราะว่าพี่แว่นเองก็พยายามหา “Balance” ให้ตัวเองอยู่เหมือนกันครับ

Leave A Reply

Please enter your comment!
Please enter your name here